🎉ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Blog ของนางสาวสุพิชชา จินดารัตน์ค่ะ🎉

วันพุธที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2565

การเรียนรู้ครั้งที่ 4

 วันนี้อาจารย์ใช้กระดาษหนึ่งแผ่นในการสอน โดยในครั้งแรกอาจารย์ให้นักศึกษาฉีกกระดาษแผ่นนั้นโดยที่ไม่ให้กระดาษขาดออกจากกัน ครั้งที่สองอาจารย์ก็ให้ลองออกแบบของเล่นที่ทำโดยกระดาษแผ่นเดิมที่เราฉีกไป ครั้งที่สามอาจารย์ให้จับกลุ่ม 4 คน เพื่อนำของแต่ละชิ้นมาสร้างเรื่องราวที่ต่อเนื่องกันเป็นนิทานแล้วนำเสนอ

• ถ้าเราเปิดโอกาสให้กว้าง ก็จะได้ความคิดที่หลากหลาย ไม่ซ้ำจำเจ

• พัฒนาการจะเป็นตัวกำกับสิ่งที่เด็กทำ

• เทคโนโลยีทางการศึกษามีมากมาย กาวและกรรไกรก็เป็นหนึ่งในนั้น

• เราจัดกิจกรรมศิลปะให้เด็ก เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อทำให้เด็กเกิดการเปลี่ยนแปลง

• เวลาทำงาน จะมีการนำความรู้หรือประสบการณ์เดิมที่มีอยู่แล้วออกมาใช้

• ประสบการณ์ได้จากการลงมือทำกิจกรรม ซึ่งต้องอาศัยเครื่องมือและกระบวนการต่างๆ

• ของทุกอย่างสามารถปรับเปลี่ยนและยืดหยุ่นได้




วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565

การเรียนรู้ครั้งที่ 3

 วันนี้ได้มีการพูดถึงหัวข้อการวิจัยที่ได้ทำในครั้งที่ 2 ว่าเป็นอย่างไร แล้วได้มีการแบ่งกลุ่มด้วยการจับคู่ 2 คน ได้ “เครื่องดนตรีบรรเลงเพลง” เพื่อนำงานที่มีอยู่แล้วมาทำใหม่ และให้ลองดูว่าขั้นตอนที่เขาเขียนมาอยู่แล้วว่าเราเข้าใจไหมให้ลองทำไปทีละขั้นตอน แต่ถ้าไม่เข้าใจจะสามารถปรับหรือพัฒนาอะไรได้บ้างไหม แล้วคาบหน้าสามารถมาทำต่อในห้องได้


ชิ้นงานตัวอย่างที่ได้รับมา “เครื่องดนตรีบรรเลงเพลง”


วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2565

การเรียนรู้ครั้งที่ 2

 สรุปวิจัย 5 บท

หัวข้อการวิจัย : การจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจากเมล็ดพืช เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย 

ผู้วิจัย : นางสาวธัญพร ผุยบัวค้อ 

ปริญญา : ครุศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรและการเรียนการสอน) มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม 

อาจารย์ที่ปรึกษา : อาจารย์ ดร.ดรุณนภา นาชัยฤทธิ์ รองศาสตราจารย์ ดร.ทัศนีย์ นาคุณทรง 

ปีการศึกษา : 2562 

วิจัยนี้จัดทำขึ้น :

1) เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจากเมล็ดพืชสำหรับเด็กปฐมวัยให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 

2) เพื่อศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้ด้วยการจัดกิจกรรม เกมการศึกษาจากเมล็ดพืช 

3) เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อน และหลังการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจากเมล็ดพืช

ประชากรที่ใช้ในการศึกษา :

นักเรียนชั้น อนุบาล 2/1 โรงเรียนบ้านเชียงยืน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 24 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย :

1) แผนการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจากเมล็ดพืช สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 จำนวน 16 แผน 

2) แบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 เป็นข้อสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t (t-test)

การเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัย 

ใช้การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองกับนักเรียนชั้นอนุบาล 2/1โรงเรียนบ้านเชียงยืน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 ซึ่งเป็นนักเรียนกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ จำนวน 24 คน โดยดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ 

1. ทดสอบก่อนเรียน (Pretest) กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้แบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 20 ข้อ 

2. จัดกิจกรรมตามแผนการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจากเมล็ดพืช เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์กับกลุ่มตัวอย่างตามลำดับแผนจนครบทั้ง 16 แผน แผนละ 20 นาที แล้วเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเรียนโดยการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้เมื่อสิ้นสุดกิจกรรมแต่ละแผน 

3. ในแต่ละวันที่จัดประสบการณ์ผู้วิจัยได้ดำเนินการหาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรม โดยหาจากคะแนนเฉลี่ยของการประเมินพฤติกรรมระหว่างเรียนมาคำนวณหาค่าร้อยละ (E1 ) เปรียบเทียบกับคะแนนเฉลี่ยร้อยละจากการทำแบบทดสอบหลังเรียน (E2 ) โดยนำมาเปรียบเทียบกันในรูปแบบ E1 / E2 

4. ทดสอบหลังเรียน (Post – test) กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างหลังสิ้นสุดการทดลอง ผู้วิจัยใช้ แบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ฉบับเดิม ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จ านวน 20 ข้อ ทดสอบนักเรียน กลุ่มตัวอย่างอีกครั้ง 

5. นำคะแนนที่ได้จากการทดสอบไปทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติ

ผลการวิจัยพบว่า

1) การจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจากเมล็ดพืช เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.72/84.38 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 

2) ค่าดัชนีประสิทธิผลการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจากเมล็ดพืช เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย มีค่าเท่ากับ 0.7074 คิดเป็นร้อยละ 70.74 

3) ทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย หลังการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจากเมล็ดพืชสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจากเมล็ดพืช อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

สรุปบทความ

ชื่อบทความ : ความสำคัญและประโยชน์ของการเล่นสำหรับเด็กอนุบาล

ผู้เขียนพัชรินทร์ ลิ้มสุปรียารัตน์, สภาพและปัญหาการจัดสนามเด็กเล่นในโรงเรียนอนุบาล กรุงเทพมหานคร, ครุศาสตร์มหาบัณฑิต (การสอนและเทคโนโลยีการศึกษา), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549

เนื้อหา : การเล่นช่วยให้เด็กได้ฝึกใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็กได้อย่างคล่องแคล่วและช่วยประสานสัมพันธ์กันได้ดี ช่วยให้เด็กร่าเริงแจ่มใสและมีความสุข สามารถปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม การมีวินัย ความรับผิดชอบ และการคิดแก้ปัญหา ช่วยส่งเสริมจินตนาการและการคิดสร้างสรรค์ อีกทั้งยังสามารถช่วยในการส่งเสริมความสามารถในการใช้ภาษาและการสื่อสารได้ สรุปแล้วการเล่นจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็กได้อย่างครอบคลุมทุกด้าน

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากบทความ : เด็กจะเรียนรู้ได้จากการเล่น ซึ่งการเล่นจะเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้ศึกษา หาประสบการณ์ และจะนำไปสู่การเรียนรู้สิ่งต่างๆเพื่อการดำเนินชีวิตในอนาคตต่อไป

การนำไปใช้ : นำไปปรับใช้กับการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียน หรือการออกแบบสื่อการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัย

การเรียนรู้ครั้งที่ 1

    การพับกระดาษ คือ การนำกระดาษมาพับเป็นรูปทรงต่างๆ ที่จะต้องอาศัยสมาธิ ในการใช้ประสาทสัมผัสหลายๆด้าน ต้องอาศัยกระบวนการการจดจำ เกี่ยวกับวิธีการเรียงลำดับขั้นตอนในการพับกระดาษ จะช่วยส่งเสริมความสามารถในการควบคุมกล้ามเนื้อนิ้วมือและข้อมือได้

💖สำคัญ คือการใช้สายตาให้สัมพันธ์กับมือ ที่ส่งผลไปยังพัฒนาการด้านการเขียนของเด็ก

แบ่งการพับกระดาษออกตามเกณฑ์อายุ คือ

อายุ 3 - 4 ปี

    เด็กรู้จักการพับกระดาษ และสามารถฝึกพับตามรอยครึ่ง 4 ส่วนได้ เพราะเด็กเริ่มใช้หัวแม่มือและนิ้วชี้ได้คล่องขนาดกระดาษที่เหมาะสำหรับการพับของเด็กวัยนี้ คือขนาด 10 x 10 เซนติเมตร เพราะมีขนาดที่พอดีกับมือของเด็ก

อายุ 4 - 5 ปี

    เริ่มใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กได้ดีขึ้น มีการประสานงานที่ดีระหว่างสายตากับมือและการควบคุมกล้ามเนื้อมือและแขนใช้ได้คล่องขึ้น จึงสามารถพับกระดาษซ้อนกัน 3 ทบได้ และสามารถใช้นิ้วรีดรอยพับกระดาษให้เรียบได้

อายุ 5 - 6 ปี

    เด็กในวัยนี้เริ่มมีกระบวนการคิดและการจดจำที่ดีขึ้น และมีความอดทนจดจ่อและมีสมาธิได้นานขึ้น ทำให้เด็กสามารถพับกระดาษที่มีความซับซ้อนได้ แต่ไม่มากและสามารถเก็บรายละเอียดของการพับกระดาษได้มากขึ้น

กระดาษที่เหมาะสำหรับการพับของเด็ก

    กระดาษที่ใช้ไม่ควรหนาเกิน 80 แกรม หรือจะใช้เป็นกระดาษรีไซเคิลก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นกระดาษหนังสือพิมพ์ กระดาษห่อของขวัญที่ใช้แล้ว เป็นต้น หรือจะใช้กระดาษสีหน้าเดียว ขนาดกระดาษที่เหมาะกับเด็ก คือ ขนาด 15 x 15 เซนติเมตร และขนาด 24 x 24 เซนติเมตร เมื่อวัดและตัดออกมาจะได้รูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส

ของหนูพับเป็นไดโนเสาร์และเต่าทองค่ะ






การเรียนรู้ครั้งที่ 16

     อาจารย์ให้จับคู่แล้วทำงานร่วมกับรุ่นพี่ปี 3 โดยให้ไปติดต่อรุ่นพี่แล้วศึกษาหน่วยการเรียนรู้ที่พวกพี่เขากำลังทำ แล้วให้ช่วยกันกับคู่ของตน...